วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เทคนิคการประกอบคอมพิวเตอร์แบบ VDO

ชุดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วไปจะมีส่วนประกอบต่างๆดังนี้

  1. Mainboard
  2. CPU
  3. RAM
  4. VGA
  5. Hard Disk
  6. CD-ROM, CD-RW, DVD-RW
  7. Floppy Drive
  8. Mouse
  9. Keyboard
  10. Monitor
  11. MODEM
  12. CasePinnter
  13. Power Supply Unit
  14. Speaker
  15. UPS

อุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ

Scanner

Digital Camera/Wave Cam

Digital Video

CD-R/RW / DVD-R/RW

Flash Drive

ขั้นตอนการประกอบเครื่อง

นำเมนบอร์ดออกจากกล่องวางบนแผ่นฟองน้ำ ใช้มือจับที่ขอบของเมนบอร์ดอย่าจับที่บริเวณจุดเชื่อมตะกั่วเพราะจะทำให้เกิดการลัดวงจรได้ ศึกษาคู่มือที่มีมาด้วยว่าตำแหน่งจุดต่อเชื่อมอุปกรณ์ต่างๆอยู่ตรงใหน ต้องเซตจัมเปอร์หรือไม่(รุ่นใหม่ๆจะใช้ระบบAuto)

ง้างขาล็อคซีพียูที่อยู่ข้างช็อคเก็ตออกให้ตั้งตรง วางชิพซีพียูลงในช็อคเก็ตโดยสังเกตมุมที่มีเครื่องหมายสีทองให้ตรงกับขาล็อค เมื่อขาซีพียูลงไปครบหมดแล้วให้โยกขาล็อคลงมาตามเดิม

ซีพียูอินเทล รุ่นใหม่จะไม่มีขา

ทาซิลิโคนดูดความร้อนตรงบริเวณแกนกลางซีพียู วางฮีทซิงค์ลงบนตัวซีพียูให้ตรง ให้ขาหนีบฮีทซิงค์ตรงล็อคพอดี เสียบขั้วไฟพัดลมเข้าที่ขาจ่ายไฟบนเมนบอด์ร[cpu fan]

ง้างขาล็อคแรมทั้งสองข้างออก นำแผงแรมเสียบลงในช่องที่หนึ่งให้ตรงกับตำแหน่งแต่ละมุม ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองกดลงตรงๆ จนขาล็อคดีดเข้าจับจนแน่นพอดี

เซตจัมเปอร์ ตรวจดูในหนังสือคู่มือเมนบอด์รว่าตำแหน่งเซตจัมเปอร์ความเร็วของซีพียู แรม ให้ตรงกับความเร็วบนบัสเมนบอด์รอยู่ตรงใหน ถ้าบนเมนบอด์รไม่มีก็ไม่ต้องเซต

นำตู้เคสมาเปิดฝาด้านข้างซ้ายออก ใส่สกรูรองเมนบอด์รเข้ากับฝาในให้ตรงกับรูของเมนบอร์ด ใช้มือจับขอบตัวเมนบอร์ด ค่อยๆวางลงให้ตรงกับตำแหน่งใส่สกรูยึดให้ครบแล้วขันให้เข้าจนสุดพอดีอย่าขันจนแน่นเกินไป นำขั้วเสียบสายสัญญานต่างๆของตู้เคสเสียบลงบนขาที่เมนบอร์ด โดยส่วนมากแล้วจะมีสีดังนี้คือ

สายpower sw. เชื่อมกับปุ่มเปิดปิดคอมพิวเตอร์

เสียบที่ขา pw-sw

สาย Reset sw เชื่อมกับปุ่มรีเซตหรือรีสตาร์ท

เสียบที่ขา RST-sw

สาย message Led / power led / sleep led เชื่อมกับหลอดไฟสีเขียวหรือสีเหลืองหน้าเคส เสียบที่ขา M_Led

สาย Hdd LED เชื่อมกับหลอดไฟสีแดงแสดงการทำงานของฮาดดิสก์ เสียบที่ขา HDD_Led

สีแดงดำ เป็นสายลำโพงเคส SPK มีสี่รู เสียบที่ขา spk ซึ่งมี 4 ขา

เสียบสายแพของฮาดดิสก์ ซีดีรอม ฟลอบปี้ดิสก์ ลงในช่อง IDE1, IDE2,ฮาดดิสก์รุ่นใหม่จะเป็นสาย SATA2, FDC ตามลำดับโดยขอบสีแดงอยู่ตรงขา 1 นำฮาดดิสก์, ซีดีรอม มาเซตจัมเปอร์ โดยจัมเปอร์ของฮาดดิสก์เป็นมาสเตอร์[ms] ส่วนซีดีรอมเซตเป็นสลาฟ [sl] ฟลอบปี้ไดร์ไม่มีจัมเปอร์ แล้วใส่ลงในช่องที่กำหนดไว้ ขันสกรูยึดให้แน่น เสียบสายแพของแต่ละอุปกรณ์เข้าที่ช่องท้ายของอุปกรณ์นั้น โดยสังเกตว่าขอบสีแดงของสายแพให้อยู่ทางด้านขั้วเสียบสายไฟ เสียบสายไฟเข้าที่ช่องของแต่ละอุปกรณ์ โดยสังเกตว่าสายสีแดงอยู่ทางด้านสายแพ

ถ้าตัวเมนบอร์ดไม่มีวีจีเอ[VGA on Board] ก็นำ VGA CARD มาเสียบลงในช่องสล็อตเอจีพี[AGP] รุ่นใหม่เป็น PCI-E ขันสกรูยึดให้แน่น

นำสายเมาส์, คีย์บอร์ด, วีจีเอจอภาพ, สายไฟ, สายลำโพง, สายโมเด็ม เสียบเข้าที่ช่องของแต่ละชนิดด้านหลัง

นำสายไฟของเครื่องคอมและของจอภาพเสียบเข้าที่เครื่องสำรองหรือที่ปลั้กไฟ

หมายเหตุ

การเซตจัมเปอร์ให้ตรวจดูในคู่มือเมนบอร์ดของแต่ละยี่ห้อ และแต่ละรุ่น ตำแหน่งต่างๆจะไม่ตรงกัน

บางรุ่นมีมาก บางรุ่นมีน้อย หรือไม่มี

การเซตไบออส

เปิดสวิตท์ไฟเข้าเครื่อง กดปุ่มเปิดเครื่องจอภาพก่อน แล้วกดปุ่มเพาเวอร์ที่หน้าเคส ขณะเข้าสู่ภาพหน้าจอแรกให้กดปุ่ม Del บนคีย์บอร์ด บางรุ่นอาจกำหนดให้กดปุ่ม F1 ถ้ากดไม่ทันให้กดปุ่ม Ctrl+Alt+Del เพื่อรีสตาร์ทใหม่

หน้าจอเมนูหลักของไบออสจะมีหัวข้อต่างๆให้เราเข้าไปกำหนดคำสั่งให้อุปกร์แต่ละชนิดทำงานได้ตรงสเป็ครุ่นของตน เพื่อประสิทธิภาพในการใช้งานสูงสุดในเครื่องคอมพิวเตอร์

หัวข้อหลักที่จะต้องเข้าไปกำหนดมีดังนี้

>Standard CMOS Setup

กำหนดตั้งวันเดือนปีเวลาท้องถิ่นและตรวจหาไดรว์ที่ติดตั้ง

>BIOS Features Setup / Advanced Setup

กำหนดให้บู้ตเร็ว/ตั้งอันดับอุปกรณ์ที่จะบู้ต/เป็นการกำหนดให้ไบออสทำงานในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ

>Chipset Features Setup

เป็นการกำหนดลักษณะการทำงานของชิปเซต ควรใช้ที่เขาตั้งไว้แล้ว

>Itegrated Peripherals / Features Setup

กำหนดการทำงานของพอร์ตต่างๆบนเมนบอร์ด

>Power Management Setup

กำหนดพลังงานไฟฟ้าที่จ่ายให้อุปกรณ์ต่างๆเพื่อประหยัดไฟเมื่อไม่ได้ใช้งาน

>PCI/PNP Configuration/PC Health Status/ Harware Monitor & Misc Setup

ตั้งลำดับการทำงานของสล็อต PCI/PNPและสถานะไฟเลี้ย'วงจรPC

>Load Fail-Saft Defaults

สำหรับโหลดค่ามาตรฐานที่ตั้งไว้จากโรงงานเพื่อให้เครื่องทำงานได้

>Load Optimazed Defaults / Load Best Performance Settings

โหลดค่าที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้อุปกรณ์แต่ละอย่างทำงานได้ดีที่สุด ระบบจะตรวจสอบสเป็คและกำหนดค่าให้โดยอัตโนมัติ

>CPU PnP Setup

กำหนดความเร็วของซีพียูและแรมให้ทำงานตรงกับบัสบนเมนบอด์ร(ผู้ผลิตจะตั้งค่าไว้ต่ำสุดก่อน ในรุ่นใหม่มักจะเป็นระบบอัตโนมัติ)

>Supervisor Password / User Password

สำหรับใส่รหัสเพื่อป้องกันผู้อื่นมาแอบใช้

>IDE HDD Auto Detection

กำหนดให้ค้นหาตรวจสอบฮาดดิสก์และซีดีรอมโดยอัตโนมัติ [AUTO DETECT]

>EXIT / Save & EXIT SETUP

ออกด้วยการเซฟค่าที่เราตั้งไว้

>Exit Without Saving

ออกด้วยการไม่เซฟค่าที่เราตั้งไว้

ถ้าประกอบคอมครบทุกอย่างพร้อมทั้งบู้ตเข้าสู่ไบออสได้ โดยไม่มีอาการรีสตาร์ทเอง แสดงว่าการประกอบคอมถูกต้องเรียบร้อย

ต่อไปเป็นการติดตั้งระบบฯ

การแก้ไขปัญหาคอมพิวเตอร์

บ่อยครั้งที่คอมพิวเตอร์มีปัญหา เช่น อาการจอมืด , ซีดีรอมไม่ทำงาน หรือฮาร์ดิสก์เสีย ถึงแม้ว่าตอน ซื้อมาจะมีการรับประกัน 2 ถีง 3 ปี แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ใช้จะไม่ได้ซื้อ คอมพ์ทุก 2-3 ปีตามระยะการ ประกัน ดั้งนั้นการซ่อมจึงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่นี้เรามาดูแนวทางการซ่อมคอมพ์พิวเตอร์ด้วยตนเอง

1. บันทึกทุกอย่างเก็บไว้ แม้ว่าการใช้คอมพิวเตอร์ จะทำให้สามารถที่จะทิ้งเอกสารกองโต ออกไปจากโต๊ะทำงาน ได้ก็ตาม แต่ก่อนที่ทิ้งทุกอย่างไป ควรจะทำการหาวิธีในการเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้ เผื่อในกรณีที่อาจเกิดปัญหา ในอนาคต ยอมเสียเวลาสักเล็กน้อยกรอกแบบฟอร์มต่าง ๆ ให้เรียบร้อย ซึ่งผู้ผลิตคอมพิวเตอร์บางราย ก็ให้มีการลงทะเบียนกันแบบออนไลด์ แต่อย่าลืมพิมพ์สำเนาออกมาเก็บรวมไว้กับใบเสร็จรับเงิน เก็บใบเสร็จ รับเงินและใบรับประกันทุกอย่างไว้ให้ดี โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่มีการรับประกันแยกต่างหากออกไปไม่รวมกับ ตัวเครื่อง เช่น โมเด็ม , ซีพียู , เมนบอร์ด , จอ และอื่น ๆ

2.ทำการบ้านก่อนเลือกซื้อ ตอนที่ซื้อคอมพิวเตอร์ ควรจะต้องนึกถึงการซ่อมแซมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในการเลือกซื้อก็ต้องคิดอยู่เสมอว่า บางร้านรับซ่อมจะมีการคิดค่าตรวจสอบเครื่องด้วย ไม่ว่าเครื่องจะอยู่ใน ประกันหรือไม่ก็ตาม ก่อนซื้อคงจะต้องทำการบ้านกันให้ดีในเรื่องของประกันที่บริษัทมีให้ ไม่ว่าจะในเรื่องประกัน การขยายระยะประกัน หรือว่าค่าธรรมเนียมต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณประหยัดทั้งเงินและเวลาได้ในอนาคต

3.จดบันทึกอาการเสีย เมื่อคอมพ์พิวเตอร์มีอาการผิดปกติขึ้น ให้จดบันทึกอาการต่างไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Error Messages ต่างๆ ซึ่งจะมีประโยชน์และจะมีส่วนช่วยช่าง หรือผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์สาเหตุเสียได้มาก ให้จดบันทึกอาการที่เกิดขึ้นให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่ช่างจะได้ซ่อมได้เร็วและตรงจุด โดยทั่วไปแล้ว คำถามที่ช่างหรือคนที่จะช่วยเหลือคุณมักจะถามเช่น จอภาพแสดงอาการอย่างไร หรือ Error massage ที่เกิดขึ้นคืออะไร เป็นต้น ถ้าคุณสามารถที่จะตอบคำถามเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อช่าง และคุณเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณปรึกษากับช่างผ่านทางโทรศัพท์ แลัก่อนที่จะตัดสินใจเลือกร้านซ่อมก็ให้ตรวจระยะเวลา ประกันของคอมพิวเตอร์และบรรดาอุปกรณ์ต่อพ่วงต่าง ๆ ให้ดี

4.สำรวจให้ทั่ว ๆ การนำเครื่อคอมพิวเตอร์ไปซ่อมกับบริษัทที่คุณซื้อมาก็ไม่ใช้ว่าจะเป็นวิธีที่ดีเสมอไป เพราะบางครั้งถ้าศึกษาให้ดี ๆ อาจพบว่า ซ่อมกับบริษัทอาจทำให้คุณต้องเสียทั้งเงินและเวลา มากกว่าที่ตวรเป็นก็ได้ วิธีที่น่าจะดีกว่า ก็คือลองสำรวจร้านอื่น ๆ ดูไม่ว่าจะเป็นร้านเล็กหรือใหญ่ ตรวจสอบข้อมูลเรื่องเวลาและราคาในการซ่อมเช่น ค่าตรวจเครื่อง ค่าแรง หรือค่าซ่อมนอกสถานที่ (ในกรณีที่ต้องการให้ช่างมาซ่อมที่บ้าน) เป็นต้น ร้านเล็ก ๆ บางครั้งให้ความสำคัญเป็นกันเองกับลูกค้ามากกว่า ร้านใหญ่ ๆ เนื่องจากมีความต้องการอยู่รอดในการแข่งขันกับร้านใหญ่ ๆ ในขณะเดินสำรวจร้านต่าง ๆ อยู่ให้ลองสังเกคร้านที่ติดโลโก้ยี่ห้อดังเช่น ไอบีเอ็ม , คอมแพค , เป็นต้น ซึ่งมันอาจเป็นไปได้ว่า ร้านนั้น ๆ รับซ่อมเครื่องที่อยู่ในประกันของยี่ห้อนั้น ๆ แต่อย่างไรก็ตามร้านที่รับซ่อมคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะรับซ่อม เครื่องทุกยี่ห้ออยู่แล้ว

5.ค้นหาบริการทางโทรศัพท์ บางกรณีอาจเป็นการไม่สะดวกที่จะเดินทางไปซ่อมที่ร้านโดยตรง การไปโทรศัพท์ไปปรึกษาจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เมื่อคุณเริ่มโทรศัพท์หาร้านซ่อม ให้ลองสังเกตพฤติกรรมต่าง ๆ ที่คุณได้รับทางโทรศัพท์ เช่นต้องรอสายนานเท่าไร เต็มใจช่วยเหลือหรือไม่ แค่นี้ก็เป็นการช่วยตัดสินใจได้ว่า ควรซ่อมกับร้านนั้นหรือไม่ แล้วอย่าลืมจดชื่อรุ่นหรือ Serial Number ของคอมพิวเตอร์ไว้เพื่อความสะดวก
หรือจะโทรไปรายการ 94 FM ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 14:00-15:00 ที่นี้รับตอบปัญหาทุกเรื่องดีมากเลย

6.ค่าธรรมเนียม เมื่อยกเครื่องคอมพิวเตอร์ไปซ่อมเป็นธรรมดาที่ช่างจะสำรวจดูว่ามีอะไรบ้างที่ต้องซ่อม ตั้งแต่สายไฟยันฮาร์ดดิส ซึ่งร้านจำเป็นจะต้องคิดค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบนี้ แต่ก็มีบางร้านเหมือนกัน ที่ไม่คิด แต่ถ้าคุณพอมีความรู้เรื่องเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่บ้าง ก็อาจทดลองใช้โปรแกรม Norton Utility ตรวจสอบเครื่องของคุณก่อน บางที่อาจทำให้คุณไม่ต้องเสียเงินก็ได้ หรือบางที่คุณอาจโทรมาเรียกช่างมาซ่อม ที่บ้านก็ได้ แต่คุณจะต้องเสียเงินเพิ่มขึ้น

7.คิดในแง่ร้ายไว้ก่อน หลังจากที่เครื่องของคุณได้รับการตรวจสอบอาการจากหลาย ๆ ร้านซ่อมแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนในการตัดสินใจว่า จะซ่อมหรือไม่ซ่อมในร้านใดจึงจะดี ซึ่งบางครั้งร้านซ่อมอาจจะบอกว่าเครื่อง ไม่อยู่ในประกันแล้วหรืออะไหล่ชิ้นที่ต้องการไม่มีอีกต่อไปแล้ว ข่าวร้ายเหล่านี้เป็นแคเพียงขั้นเริ่มต้นใน การซ่อมคอมพิวเตอร์ของคุณ บางที่คุณอาจลองสอบถามร้านดูว่าสามารถจะเอาอะไหล่เก่าไปแลกอะไหล่ใหม่ ได้หรือไม่ ในกรณีอะไหล่ชิ้นเก่าเลิกผลิตไปแล้ว โดยอาจต้องเพิ่มเงินเล็กน้อย

8.เตรียมเครื่องให้พร้อมก่อนนำไปซ่อม ก่อนที่จะทิ้งเครื่องเอาไว้ที่ร้านเพื่อทำการซ่อมลองตรวจสอบว่าคุณได้ แบ็กอัพข้อมูลที่สำคัญเอาไว้ , จด Serial number ของฮาร์ดิสก์ , ซีดีรอม , โมเด็ม และอื่น ๆ ไว้เพื่อตรวจสอบกับอุปกรณ์ที่นำมาเปลี่ยน ลบข้อมูลส่วนตัวออกให้หมดเช่น อินเตอร์เน็ทพาสเวิร์ด เพื่อป้องกันถูกลักลอบนำไปใช้

9..ขอเอกสารการซ่อมจากร้าน ก่อนที่จะทิ้งเครื่องเอาไว้ที่ร้านอย่าลืมขอเอกสารที่บอกถึงชิ้นส่วนที่จะเปลี่ยน และระยะเวลาในการซ่อม ตรวจสอบเอกสารให้ละเอียดเพื่อป้องกันค่าใช้จ่านแอแฝง แล้วอย่าลืมถามถึงการ รับประกันหลังการซ่อม

10.ติดตามความคืบหน้า สิ่งสุดท้ายที่ต้องทำคือคอยโทรไปถามว่าการซ่อมไปถึงไหน เปลี่ยนอะไรบ้าง เสร็จทันกำหนดหรือไม่ และเมื่อไปรับเครื่อง ให้ทดสอบดูก่อนว่าเครื่องทำงานปกติหรือไม่ ก่อนนำเครื่องกลับ

ข้อมูลจาก เซียนคอม



## เอามาฝาก คู่มือการซ่อมคอมพิวเตอร์ด้วยตนเอง เก็บไว้ยามจำเป็น ##
มีรูปภาพประกอบเข้าใจง่าย มีมากกว่า 100 ไฟล์ ให้เอาไปลองดูแล้วกานนะแบ่งๆๆกานไป
จะมีวิธีการซ่อมคอมพิวเตอร์ที่หลากหลาย เพื่อไว้อก้ทุกปัญหา
และมีตัวอย่างให้ดูกันนะตามลิ้งค์เลย มีไว้ เก็บไว้ไม่เเสียหายหรอกน่า

ตัวอย่าง เมื่อคลิกที่ Linkแล้วให้กด View ดูนะ
ภาพที่ 1 http://www.ziddu.com/download.php?uid=a7Cdl5etb6%2BZ4palaLKWlJWiaaubmZU%3D8
ภาพที่ 2 http://www.ziddu.com/download.php?uid=ZayZmpWqabCh4palYrKWlJWiY6ublpc%3D2
ภาพที่ 3 http://www.ziddu.com/download.php?uid=cLKalpynbLCenJyttqyZlJyiaKuWlZWr8
ภาพที่ 4 http://www.ziddu.com/download.php?uid=aaugmJenabKhlJbzZqqZnJGlZaealZo%3D4







การประกอบคอมพิวเตร์

เมนบอร์ด อุปกรณ์ ที่เป็นแกนหลัก ของคอมพิวเตอร์ เพราะหากคุณ ไม่มีเมนบอร์ดแล้ว นั่นหมายความว่า คุณไม่สามารถ ติดตั้ง ส่วนประกอบต่างๆ ลงไปได้ เพราะไม่ว่าจะเป็น CPU, RAM, Graphic Card, Sound Card ต่างก็ต้องติดตั้งลงบนเมนบอร์ด หรือแม้แต่ฮาร์ดดิสก์ ก็ยังต้องมีการต่อเชื่อม สายข้อมูล เข้ากับเมนบอร์ด เช่นเดียวกัน สำหรับผู้ที่ซื้อ PC สำเร็จรูป หรือ PC แบรนด์เนมทั้งหลายนั้น คงไม่ต้องมานั่งปวดหัว กับการเลือกซื้อเมนบอร์ด เพราะผู้ผลิตจะทำการติดตั้งมาให้เสร็จสรรพ แต่สำหรับ ผู้ที่มีความชำนาญ และต้องการ ประกอบเครื่องด้วยตนเอง แล้วล่ะก็ เมนบอร์ด เป็นเรื่องที่สร้างความหนักใจ ให้กับผู้ซื้อพอสมควร ( เผลอ ยังตัดสินใจ ได้ลำบาก กว่าการเลือกซื้อ CPU ด้วยซ้ำไป ) นั่นเพราะว่า เมนบอร์ดแต่ละตัว มีองค์ประกอบ ที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ Chipset, คุณสมบัติพื้นที่ ที่รองรับ, รูปแบบการต่อเชื่อม รวมไปถึง มันยังเป็นปัจจัยสำหรับ การ Upgrade ในอนาคตอีกด้วย แต่คุณอย่าเพิ่งกังวลไปเสียก่อน เพราะเรา ช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ด้วยข้อมูลที่เราแนะนำต่อไปนี้

1. CPU และ Chipset ที่เลือกใช้ เนื่องจาก CPU เป็นปัจจัยสำคัญ สำหรับการเลือกใช้เมนบอร์ด ดังนั้นเรา ควรจะคำนึง เสียก่อนว่า เราจะเลือกใช้ CPU ตัวใด แล้วไปกำหนด การเลือกซื้อ เมนบอร์ดอีกขั้นหนึ่ง ปัจจุบัน CPU ถูกแบ่งออกเป็น 2 ค่ายหลักๆ นั่นคือ ค่าย Intel และค่าย AMD โดยที่ Intel นั้น ถือหาง การเชื่อมต่อแบบ Socket 370 ซึ่งทั้ง Pentium III และ Celeron ต่างก็เลือกใช้รูปแบบนี้ทั้งสิ้น ในขณะที่ ทางฝั่ง AMD ซึ่งแต่เดิม คอยตามฝั่ง Intel อยู่นั้น ก็มั่นใจมากขึ้น ด้วยการประกาศ การเชื่อมต่อแบบ Socket A ที่ทั้ง Duron และ Athlon ต่างสนับสนุนอยู่ ดังนั้น การเลือกเมนบอร์ด ก็หมายความถึง การเลือกค่าย CPU ไปด้วยในตัว นอกจากนี้ มันจะมีผลต่อการ Upgrade ในอนาคตอีกด้วย เพราะว่า คุณจะไม่สามารถ Upgrade มาใช้ Athlon ได้เลย หากเมนบอร์ดของคุณ รองรับการต่อเชื่อมแบบ Socket 370 ( หรือเลือกใช้ CPU จาก Intel มาก่อนนั่นเอง )

เกี่ยวกับ Chipset ที่เลือกใช้บนเมนบอร์ด ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่จำเป็นต้องพูดถึง เนื่องจากควรจะพิจารณา ให้ตรง กับ CPU ที่เราเลือกใช้ เพราะว่า Chipset แต่ละตัวก็ออกแบบมาให้เหมาะสมกับ CPU ที่ แตกต่าง กันออกไป อีกทั้งผู้ผลิต Chipset นั้นก็มีหลายค่าย ไม่ว่าจะเป็นทาง Intel, VIA, ALi หรือ SiS ก็ตาม โดยปกติ แล้ว Chipset จาก Intel กับของ VIA นั้นถือว่ามีความสามารถ และมีมาตรฐานที่ดี แต่ สำหรับ ของทาง SiS นั้นถือว่าเป็น Chipset ราคาประหยัด ที่มีประสิทธิภาพพอสมควร เช่นเดียวกับทางฝั่ง ALi นอกจากนี้ ยังมีอีกค่ายหนึ่งที่มาแรงนั่นคือ nVidia ซึ่งได้เข้าสู่ตลาด Chipset ด้วยเช่นเดียวกัน ด้วย nForce ซึ่งถือเป็น Chipset ประสิทธิภาพสูง อีกตัวหนึ่ง แต่ราคาของมัน ก็แพงเป็นเงาตามตัวไปด้วย

2. Form Factor หรือรูปแบบของเมนบอร์ดนั่นเอง เมนบอร์ด ในปัจจุบันนั้นผลิตตาม มาตรฐาน ATX เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในตลาดนั้น เราสามารถพบได้ทั้งแบบ AT และแบบ ATX ซึ่งจะมีข้อแตกต่าง กันไป โดย บอร์ดแบบ AT นั้นถือเป็นรุ่นเก่า และถือได้ว่าตกรุ่นไปแล้ว ในขณะที่แบบ ATX นั้น ได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น และเข้ามาแทนที่บอร์ด AT กว่า 3 ปีแล้ว ดังนั้น เราจึงแนะนำให้คุณ เลือกซื้อแบบ ATX จะดีกว่า นอกจากนี้ บอร์ดแบบ ATX นั้น ยังแบ่งย่อยออกเป็น 3 ขนาดตั้งแต่ ATX, Micro ATX และ Flex ATX ซึ่งเป็นการแบ่งตามขนาด โดยแบบ ATX ใหญ่ที่สุด ตามมาด้วย Micro ATX และ Flex ATX ซึ่งเราขอแนะนำ ให้คุณเลือกใช้แบบ ATX เพราะว่า มันจะมีเนื้อที่เหลือมาพอ สำหรับการ Upgrade ในอนาคต แต่หากคุณ ต้องการคอมพิวเตอร์ ที่มีขนาดเล็กเป็นพิเศษ คงต้องเลือกแบบ Micro ATX หรือ Flex ATX ก็ได้ แต่ก็ต้องยอมรับ ในเรื่องข้อจำกัด ของการ Upgrade ในอนาคต ( เวลาคุณ เลือกซื้อคอมพิวเตอร์ แบบให้ร้านประกอบให้ อย่าลืมตรวจสอบด้วยว่า ทางร้านค้า เลือกเมนบอร์ดแบบใดให้คุณ เพราะบ่อยครั้ง ที่ร้านค้า มักจะลดต้นทุนการผลิต ด้วยการเอาเมนบอร์ดแบบ Micro ATX หรือ Flex ATX มาติดตั้ง )

3. การขยับขยายในอนาคต เนื่องจาก การซื้อคอมพิวเตอร์นั้น แน่นอนว่าต่อไปแล้ว คอมพิวเตอร์ ที่เราซื้อจะต้องตกรุ่นแน่นอน การเลือกใช้เมนบอร์ดที่สามารถ Upgrade ได้ในอนาคต ย่อมเป็น ทางเลือก ที่ดีกว่า ซึ่งจะมีปัจจัย ในเรื่องต่างๆ นั่นคือจำนวน Slot สำหรับใส่ RAM โดยปกติแล้วจะมีมา ให้ประมาณ 4 ช่อง ในเมนบอร์ดแบบ ATX แต่ถ้าเป็น Micro ATX จะมีน้อยกว่านี้ นอกจากนี้การ เลือกรูปแบบการต่อเชื่อม กับ CPU และการเลือกใช้ CPU ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ในการ Upgrade ต่อไปใน อนาคตด้วย โดยเราขอแนะนำ ให้คุณเลือกใช้แบบ Socket 370 หากคุณ ต้องการใช้งานกับ CPU ระดับปานกลางอย่าง Celeron แต่หากคุณ ต้องการประสิทธิภาพที่ดีกว่า และยังคงเชื่อมั่นอยู่กับชื่อเสียงของ Intel ล่ะก็ เราขอแนะนำให้คุณ ข้ามรุ่นไปใช้ Pentium 4 แทน นั่นเพราะว่า อนาคตของ Petium III เริ่มมืดมนเสียแล้ว โดยทาง Intel ออกมาประกาศว่า ภายในปลายปีนี้ Pentium 4 จะเข้ามาแทนที่ และสำหรับ ผู้ใช้ทางฝั่ง AMD ใจชื้นกันได้ เพราะรูปแบบ Socket A ที่ทั้ง Duron และ Athlon สนับสนุนอยู่นั้น อนาคตยังอีกไกล นอกจาก ปัจจัยทางด้าน CPU แล้ว ยังมีปัจจัยของระบบบัส เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่ง เมนบอร์ดชั้นดีนั้น จะต้องมีความเร็วของระบบบัส ให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ 66 MHz ไปจนถึง 200 MHz เลยทีเดียว

4. Slot สำหรับใส่ RAM เราต้องทำการติดตั้งหน่วยความจำ ลงบนเมนบอร์ด ดังนั้นอย่าลืมดูจำนวน slot สำหรับติดตั้ง RAM ด้วยว่า มีเพียงพอสำหรับการ Upgrade ในอนาคตหรือไม่ ( เราแนะนำว่า ควรจะมีอย่างน้อย 3 - 4 ช่อง ) นอกจากนี้ เนื่องจาก RAM ยังมีมาตรฐานอยู่หลายแบบ ตั้งแต่ SDRAM, DDR SDRAM และ RDRAM ซึ่งประเภทของหน่วยความจำนี้ จะถูกควบคุมโดย Chipset ว่าสามารถ รองรับการทำงานหรือไม่ รวมไปถึง ชนิดของช่องใส่ RAM ด้วยว่ามีกี่ขา โดยมาตรฐานแล้ว คุณจะต้องเลือกใช้ Slot แบบ 168 เพื่อรองรับกับ SDRAM อย่างไรก็ตาม หากคุณมีเงินเหลือพอ อาจจะเลือกซื้อเมนบอร์ด ที่รองรับ DDR SDRAM ด้วยก็น่าสนใจ เพราะว่า หน่วยความจำประเภทนี้ ให้ความเร็ว ในการทำงานที่น่าทึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อใช้งานร่วมกับ CPU ความเร็วสูงอย่าง Athlon สำหรับหน่วยความจำอีกแบบหนึ่ง ที่มาแรงนั่นคือ RDRAM หรือ RAMBUS นั้น ถือเป็นหน่วยความจำตัวล่าสุด ที่ให้ประสิทธิภาพ การทำงานที่ดีเช่นเดียวกับ DDR SDRAM จึงไม่ต้องแปลกใจ หากพบว่า Pentium 4 จะสนับสนุนหน่วยความจำประเภทนี้ อย่างไรก็ตาม เมนบอร์ด ที่รองรับ DDR SDRAM และ RDRAM นั้น เราพบไม่มากนัก อีกทั้งมักจะมีราคาแพงอีกด้วย ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่ง ที่ไม่ได้ทำงานกราฟฟิคคุณภาพสูง หรือเป็นนักเล่นเกมส์ตัวยง เราคิดว่า การเลือกใช้เมนบอร์ด ที่รองรับ SDRAM ก็น่าจะเพียงพอ นอกจากนี้ อย่าลืมดูด้วยว่า เมนบอร์ดของคุณ รองรับ SDRAM แบบใด เพราะจนถึงวันนี้ เราจะพบว่า มี SDRAM ตั้งแต่ PC 66, PC 100 และ PC 133 ซึ่งตัวเลขที่ต่อท้ายนั้น ก็คือความเร็วของระบบบัส ยิ่งมีความเร็วมาก ก็หมายถึง คุณภาพที่ดีตามไปด้วย

5. ความสามารถในการรองรับฮาร์ดดิสก์ ปัจจุบันความเร็ว ในการส่งผ่านข้อมูลของฮาร์ดดิสก์ พื้นฐาน นั้นได้พัฒนาไปเป็นแบบ ATA-66 ที่ได้เข้ามาแทนที่ฮาร์ดดิสก์แบบ ATA-33 ซึ่งจะมีความเร็ว ในการส่ง ผ่านข้อมูลที่เร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม มาตรฐาน ATA-100 ก็เข้ามาแทนที่ ATA-66 แล้วเช่นเดียวกัน ซึ่งเราบอกได้เลยว่า หากคุณพบ เมนบอร์ดที่รองรับเพียง ATA-33 แล้วล่ะก็ นั่นหมายถึง ผู้ขายของคุณ ย้อมแมว เอาของเก่ามาขาย แต่หากเป็น ATA-66 หรือ ATA-100 ล่ะก็ตอนนี้ มันยังคละกันอยู่ เพราะฉะนั้น อย่าลืมดูให้ดีเสียก่อน ( เมนบอร์ดแบบ ATA-100 จะรองรับได้ทั้ง ATA-33 และ 66 ) ตัวเลขต่อท้าย ทั้ง 33, 66 หรือ 100 นั้น เป็นตัวเลขของความเร็ว ในการส่งผ่านข้อมูล เพราะฉะนั้น หลักการคิดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งเร็ว ก็ยิ่งดีนั่นเอง

6. BIOS และ Jumper ควรเลือกใช้เมนบอร์ดที่ใช้ BIOS ที่สามารถ Upgrade ได้ ด้วยตัว Software ในอนาคต เพราะไม่เช่นนั้น หากเราต้องการจะ Upgrade BIOS แล้วเรา จะต้อง เปลี่ยน Chip BIOS เลยทีเดียว ซึ่งทำให้ เกิดความยุ่งยากอย่างมาก

สำหรับ Jumper นั้น จะเป็นเครื่องมือ สำหรับการตั้งค่าการทำงานของเมนบอร์ด เราแนะนำให้สอบถามผู้ขายเสียก่อนว่า เมนบอร์ดของคุณ มีคุณสมบัติ Jumperless หรือไม่ เพราะว่า ในเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆ นั้น ไม่ต้องใช้ Jumper ในการสลับปรับเปลี่ยน ความเร็ว ของบัสต่างๆ ให้วุ่นวาย แต่จะใช้ DIP Switch แทน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เมนบอร์ด สามารถ ตรวจพบว่า ใช้ CPU ใช้ RAM ความเร็วเท่าใด แล้วจะทำการปรับแต่ง ความเร็วของบัสให้ โดย อัตโนมัติ นอกจากนี้ตัว Jumper นี้เอง ที่จะเป็นตัวสำคัญในการทำ overclock อีกด้วย ดังนั้นผู้ที่ต้องการ ทำ overclock นั้นควร เลือกใช้ Jumper ที่สามารถปรับแต่งได้ด้วย Software หรือ Jumperless นี่เอง ซึ่งจะง่ายและยืดหยุ่น ต่อการปรับแต่งมากกว่าการตั้งค่า Jumper แบบเดิม

7. การเลือกใช้เพื่อการทำ overclock การ overclock นี้ถือว่าเป็นการปรับปรุง ความเร็ว ของ CPU และระบบบัส บนเมนบอร์ด ให้มีความสามารถ มากขึ้นกว่าที่ผู้ผลิตกำหนด อันจะส่งผลให้ความเร็ว โดยรวมเร็ว มากขึ้น ซึ่งโดยตัวเมนบอร์ดเองนั้น จะมีปัจจัยต่างๆ นั่นคือ โดยปกติแล้ว เมนบอร์ด จาก ผู้ผลิตต่างๆ จะผลิต ออกมา ให้มีความยืดหยุ่น ต่อการเลือกใช้งาน ให้สามารถใช้งานกับ CPU ได้หลาย รูปแบบไม่ว่าจะเป็น Pentium, Cyrix, AMD ซึ่งต่างก็ใช้ ความเร็วบัสที่แตกต่างกันไป เราจะพบว่า ในเมนบอร์ดหนึ่งๆ มีระบบบัส ในความเร็วหลายๆ ระดับ เมนบอร์ดที่เหมาะสำหรับการทำ overclock นั้นจะต้องสามารถปรับ ความเร็ว บัสได้ละเอียดพอสมควร อย่างน้อยๆก็คือ 66, 75, 83, 100 หรือ มากกว่านั้นได้ก็ยิ่งดี เช่น 103, 112, 124, 133 ซึ่งเราอาจพบว่าบางเมนบอร์ด อาจปรับไปได้สูงถึง 150 MHz เลยทีเดียว แต่ก็อาจมีเมนบอร์ดบางตัว ที่สามารถ รองรับ ความเร็วบัสได้สูงถึง 200 MHz ซึ่งเมนบอร์ด แบบนี้ จะเป็นเมนบอร์ดสำหรับ CPU Athlon เท่านั้น ไม่สามารถใช้ร่วมกับ CPU ตัวอื่นได้

8. การรองรับ AGP ( Accelerated Graphics Port ) เกี่ยวกับ AGP นั้น ถือเป็น Port ความเร็วสูง ที่ถูกพัฒนาขึ้นมา สำหรับการใช้งานคู่กับ Graphic Card โดยเฉพาะ โดยที่ตัว AGP Port นั้น จะมีความเร็วบัสอยู่ที่ 66 MHz ซึ่งจนถึงวันนี้ ก็พัฒนาไปถึง AGP 4x ซึ่งมีความเร็วของการส่งผ่านข้อมูลสูงถึง 66 x 4 หรือ 264 MHz เลยทีเดียว เพราะฉะนั้น อย่าลืมดูด้วยว่า เมนบอร์ดของคุณ รองรับ AGP กี่ x รวมไปถึง ดูให้ดีว่า มี AGP Port มาด้วยหรือไม่ หากไม่มี AGP Port ก็เชื่อได้เลยว่า ผู้ขายย้อมแมวคุณให้แล้ว

9. All in One นี่ถือเป็น แนวโน้มใหม่ ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก คำว่า all in one ที่เราหมายถึงนั้น ก็คือ การรวมเอา ความสามารถ ในการประมวลผลกราฟฟิคการ์ด และทางด้านเสียง มาไว้ในตัว Chipset ทำให้ต้นทุนของผู้ผลิตลดต่ำลงมาอย่างมาก เพราะเมนบอร์ด ที่ใช้ Chipset ประเภทนี้ ไม่ต้องทำการติดตั้ง Graphic card หรือ Sound Card เพิ่มเติมเลย อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมด้วยว่า คุณภาพของ เมนบอร์ดระดับนี้ คงไม่สามารถเทียบชั้นกับ เมนบอร์ด ที่ทำการติดตั้ง Graphic Card และ Sound Card แยกต่างหาก แต่หากคุณเป็นคนหนึ่ง ที่ใช้งานทั่วไป และไม่ต้องการประสิทธิภาพของเครื่อง ที่สูงเกินจำเป็น ทางเลือกในข้อนี้ ก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อย

10. ชื่อเสียงของผู้ผลิต ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่ควรพิจารณา เพราะนั่นหมายถึง มาตรฐาน ในการผลิต และการรับประกันสินค้าด้วย ควรเลือกใช้ เมนบอร์ด จากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็น ASUS, ABIT, AOPEN, GIGABYTE, INTEL, ECS, MSI, MATSONIC, PROCOMP, TYAN และ อื่นๆ ซึ่งมี การแต่งตั้งผู้จำหน่ายภายในประเทศเป็นตัวแทนขาย เนื่องจากทำให้เรา มั่นใจในเรื่องของ การรับประกัน สินค้า ในกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้น อีกทั้งจะมีการบริการหลังการขาย หากมีปัญหาตามมา การ Upgrade Software สำหรับใช้กับเมนบอร์ด ก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งตรวจสอบดูว่าผู้ผลิตมี website สำหรับ ให้เข้าไป ติดต่อ เพื่อทำการ Upgrade เพิ่มเติมคุณสมบัติใหม่ๆ ด้วยหรือไม่